Warning: You are using an outdated Browser, Please switch to a more modern browser such as Chrome, Firefox or Microsoft Edge.

รู้จักพลาสติกและการย่อยสลาย สั่งแบบไหนจะได้ทิ้งถูก

Plastic
ตั้งแต่มีโควิด หลาย ๆ อย่างในชีวิตก็เปลี่ยนไป การอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ทำให้หลายครอบครัว หันมาสั่งอาหารออนไลน์ หรือ Food Delivery เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ขยะพลาสติก เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเดิมคาดการณ์กันว่า การบริการอาหารในรูปแบบเดลิเวอรี่จะเติบโตปีละ 10 -20 % แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ประกอบกับการประกาศภาวะฉุกเฉิน ทำให้คนส่วนใหญ่อยู่บ้าน การเติบโตจึงพุ่งสูงมากกว่า 100% เมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร จึงได้กลายเป็นมหานครแห่งขยะพลาสติก เพราะมีปริมาณมากถึง 2,000 ตันต่อวัน เทียบกับปริมาณขยะรวมของกรุงเทพฯ ที่ 10,500 ตันต่อวัน

สั่งอาหาร 1 ครั้ง เพิ่มขยะอย่างน้อย 5 ชิ้น

ในหนึ่งมื้อที่เราสั่งอาหารออนไลน์ ทางร้านจะจัดเตรียมอุปกรณ์และหีบห่อการใส่อาหารมาให้อย่างครบถ้วน ยิ่งเราสั่งอาหารมากเท่าไหร่ ปริมาณของบรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นซึ่งมีทั้ง

  • ถุงพลาสติกขนาดใหญ่เพื่อใส่กล่องอาหารหรือถุงอาหาร / ถุงกระดาษขนาดใหญ่เพื่อใส่กล่องอาหารหรือถุงอาหาร
  • กล่องกระดาษใส่อาหาร / กล่องพลาสติกใส่อาหาร / กล่องโฟม / ถุงใส่อาหาร
  • ช้อนพลาสติก / ส้อมพลาสติก / มีดพลาสติก / ตะเกียบไม้หรือตะเกียบพลาสติก
  • ซองพลาสติกใส่ทิชชู่ / ซองพลาสติกใส่อุปกรณ์การกินอาหาร
  • แก้วพลาสติกใส่เครื่องดื่ม / หลอดกระดาษ / หลอดพลาสติก
  • ซองใส่เครื่องปรุง / ซองซอส

Single-use plastic ใช้ง่าย ทิ้งไว แต่ใช้เวลาย่อยสลายยาวนาน

ขยะพลาสติกจาก Food Delivery ส่วนใหญ่แล้วเป็น พลาสติกใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ใช้ปุ๊บ ทิ้งปั๊บ ส่วนใหญ่มักใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ หรือพวกอำนวยความสะดวก เช่น ขวด, พลาสติกห่อหุ้ม, ถุง หรือหลอด การใช้งานนั้นแสนสั้นตรงข้ามกับเวลาที่ใช้ในการย่อยสลาย ซึ่งหากปล่อยให้พลาสติกหายไปตามธรรมชาติจะใช้เวลานานหลายร้อยปี แต่ถ้าเลือกการเผา ก็สร้างมลภาวะครั้งใหญ่ ลดการใช้และแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิล จึงเป็นทางที่ดีที่สุดในการกำจัดขยะพลาสติก และนอกจากเราจะพบเห็นขยะพลาสติกประเภทนี้ทั่วไปบนท้องถนน แต่ปัญหาที่น่ากังวลคือเมื่อพลาสติกเหล่านี้ปลิว กระจาย ตกไปในแม่น้ำลำคลองหรือท้องทะเล มีการศึกษาเรื่องนี้ในปี 2015 โดยมหาวิทยาลัยจอร์เจีย สหรัฐอเมริกาพบว่าโดยประมาณแล้วมีปริมาณพลาสติกที่ถูกเคลื่อนที่ไปตามสภาวะแวดล้อมต่างๆ ไปสู่มหาสมุทรตามเส้นทางที่มีผู้คนอาศัยอยู่ในระยะ 30 ไมล์จากชายฝั่งระหว่างจำนวน 4.8 ถึง 12.7 ล้านเมตริกตันต่อปี

แล้วพลาสติกแบบไหนควรแยกก่อนทิ้ง เพราะนำมารีไซเคิลได้

หากแบ่งตามชนิดของพลาสติกที่มักจะนำมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร จะมีการแบ่งประเภทพลาสติกที่สามารถนำมารีไซเคิลได้ตามหมายเลขกำกับอยู่ 7 แบบ ซึ่งจะแสดงสัญลักษณ์รีไซเคิลพร้อมตัวเลขตามความหมายของพลาสติกอยู่บนบรรจุภัณฑ์ หากเราเข้าใจสัญลักษณ์และความหมาย ก็จะช่วยในเรื่องการคัดแยกพลาสติกสำหรับการรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น

1.พลาสติกที่มักนำมาทำขวดน้ำดื่ม น้ำอัดลม หรือน้ำมันพืช

โพลีเอทิลีน เทเรฟทาเลท: Polyethylene terephthalate หรือ PET

เบอร์ 1: มักมาในรูปแบบขวดน้ำพลาสติกใสๆ แบบประเภทใช้ครั้งเดียว หรือพวกขวดน้ำมันพืช หรือภาชนะสำหรับใส่อาหารร้อน หากนำไปรีไซเคิล มักนำเส้นใยโพลิเอสเตอร์ไปทำผ้าทอ เช่น พรม จีวร เสื้อกันหนาว 

2.พลาสติกที่มักนำมาทำขวดอื่นๆ เช่น ขวดน้ำยาซักผ้า ขวดแชมพู
โพลีเอทิลีนชนิดความหนาแน่นสูง: High density polyethylene หรือ HDPE

เบอร์ 2: มักมาในรูปแบบขวดที่มีความหนา เพราะคุณสมบัติของ HDPE คือความทนทานและมีความหนาแน่นสูง สามารถรองรับน้ำหนักได้เป็นอย่างดี สามารถนำมารีไซเคิลเป็นขวดโยเกิร์ต ถุงพลาสติก ม้านั่ง

3.พลาสติกที่มักนำมาห่อหุ้ม เช่น ฟิล์มห่ออาหาร หลอดพลาสติกแบบแข็ง แฟ้ม ท่อน้ำประปา สายยาง
โพลิไวนีลคลอไรด์: Polyvinyl Chloride หรือ PVC

เบอร์ 3: เป็นกลุ่มพลาสติกที่ทนต่อการเสื่อมสลายได้ดี เก็บได้นาน มีความยืดหยุ่นสูง น้ำหนักเบา ขึ้นรูปได้ง่าย และราคาไม่สูงมาก ป้องกันการซึมผ่านของน้ำและออกซิเจนได้ หากนำมารีไซเคิล มักทำเป็นของเล่นพลาสติก กรวยจราจร แม้ว่าสินค้าที่ถูกผลิตด้วยพลาสติกนี้จะใช้ได้ปลอดภัย แต่ในการทำลาย เช่น เมื่อย่อยสลายในหลุมฝังกลบจะปล่อยสารพิษ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอยู่เหมือนกัน

4. พลาสติกที่นำมาทำถุงใส่อาหาร ถุงเย็นบรรจุอาหาร หรือพลาสติกห่ออาหาร
โพลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นต่ำ: Low density polyethylene หรือ LDPE

เบอร์ 4: มีคุณสมบัติใส นิ่ม มีความหนาแน่นต่ำ เป็นพลาสติกที่ยืดหยุ่นดี ทนความเย็นได้มาก และทนต่อสารเคมี หากนำมารีไซเคิลมักถูกนำไปผลิตเป็นถุงขยะ ถุงหิ้ว หรือถังขยะ 

5. พลาสติกที่นำมาทำถ้วยชามใส่อาหาร กระบอกน้ำ ถังน้ำ
โพลิโพพิลีน: Polypropylene หรือ PP

เบอร์ 5: มีความทนทานต่อความร้อน สารเคมี แรงกระแทก มักใช้เป็นอุปกรณ์ใส่อาหาร กล่องข้าว หากนำมารีไซเคิลมักผลิตเป็นแปรง กันชนรถ กล่องแบตเตอรี่รถยนต์

6. พลาสติกที่นำมาทำบรรจุภัณฑ์ประเภทโฟม ฝาแก้วกาแฟ ถ้วยไอศกรีม และอื่นๆ
โพลิสไตรีน: Polystyrene หรือ PS

เบอร์ 6: เป็นพลาสติกชนิดใส ฉีกขาดง่าย หากสัมผัสกับของร้อน หรือสารจำพวกกรดด่าง เช่น มะนาว หรือนำไปอุ่นร้อน อาจทำให้สารในการผลิตพลาสติกตัวนี้ละลายปะปนในอาหารได้ การนำมารีไซเคิล จึงไม่นิยมนำมาทำบรรจุภัณฑ์ใส่อาหารได้อีก เพราะไม่คุ้มค่า และทำให้คุณภาพลดลง จึงมักนำมารีไซเคิลเป็นของใช้ประเภทแก้วโฟมแบบใช้แล้วทิ้ง ถาดพลาสติกใส่อาหาร หรือโฟมกันกระแทกอย่างไวน์ ผลไม้ ทีวี คอมพิวเตอร์ ถาดใส่ไข่ไก่ รวมไปถึงของใช้ที่นอกเหนือจากอาหาร เช่น ไม้แขวนเสื้อ ไม้บรรทัด กล่องซีดี 

7. พลาสติกอื่นๆ (OTHER)

เบอร์ 7: พลาสติกอื่นๆ ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ นอกเหนือจากที่กล่าวมาทั้งหมด 

ทั้งนี้ใน 7 ประเภทแม้ว่าจะสามารถนำไปรีไซเคิลได้ แต่บางประเภทหากใช้ครั้งเดียวก็จะให้ความปลอดภัยมากกว่า ดังนั้น หากเกี่ยวข้องกับอาหาร ให้ศึกษาสัญลักษณ์ของพลาสติกนั้นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถทนความร้อนได้ หรือปลอดภัยในการรับประทาน

ในปัจจุบันขยะพลาสติกจะถูกแยกขยะเพื่อนำไป รีไซเคิล เผาเป็นพลังงาน และหลอมทำชิ้นงาน แต่การรีไซเคิลจะทำให้คุณภาพของพลาสติกด้อยกว่าการผลิตพลาสติกในครั้งแรก จึงมักจะนำพลาสติกที่รีไซเคิลแล้วไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นแทนการใส่อาหาร การรีไซเคิลในแต่ละครั้งยังต้องใช้ต้นทุนและวัตถุดิบเพิ่มเติม เราจึงควรใช้พลาสติกเท่าที่จำเป็นจะดีที่สุด

ก่อนจะถึงมือทีมเก็บกวาด เราเองจะช่วยคัดแยกทิ้งพลาสติก และขยะอื่นๆ เหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง

พลาสติกเหล่านี้ มักมาในรูปแบบของบรรจุภัณฑ์อาหาร หรือส่วนผสมในการปรุงอาหาร การเลือกทิ้งให้ถูกต้องทั้งตัวบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์ และอาหารต่างๆ เอง จะมีส่วนช่วยในการกำจัดที่ให้ผลลัพธ์ที่ทำร้ายสภาพแวดล้อมน้อยลง ซึ่งเราสามารถทำได้เองตั้งแต่การทิ้งขยะในบ้าน อาจเริ่มต้นด้วยการลองแยกถังขยะในบ้าน หรือที่ทำงาน ดังนี้

1.ขยะอินทรีย์หรือขยะย่อยสลายได้

เป็นมูลฝอยที่ย่อยสลายได้ ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่เกิดจากอาหารการกิน เป็นขยะที่มีการเน่าเสียได้ และย่อยสลายได้เร็ว ซึ่งสามารถนำมาหมักเป็นปุ๋ยได้ หรือทำน้ำหมักชีวภาพได้ เช่น เศษอาหาร เปลือกผลไม้ เศษเนื้อสัตว์ ที่เกิดจากการบริโภค หากสามารถทำได้ ควรนำขยะเปียกหรือเศษอาหารแยกทิ้งใส่ถุงต่างหาก และก่อนแยกทิ้ง อย่าลืมสะเด็ดน้ำออกจากอาหารเปียกต่างๆ ก่อน เพราะมีส่วนช่วยลดน้ำหนักของขยะถึง 10%

2.ขยะรีไซเคิล

เป็นมูลฝอยที่ยังใช้ได้ หรือนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น ของเสียประเภทบรรจุภัณฑ์ กระดาษ กระป๋อง กล่องเครื่องดื่มแบบ UHT แก้ว

3.ขยะทั่วไป

เป็นมูลฝอยทั่วไปที่ย่อยสลายยาก ถ้านำมารีไซเคิลเพื่อใช้ประโยชน์ใหม่ก็จะไม่คุ้มค่า มักพบในถุงใส่ขนม ห่อลูกอม ถุงพลาสติก ฟอยล์ หรือโฟมที่เปื้อนเศษอาหาร

4.ขยะอันตราย

เป็นมูลฝอยอันตราย ถือเป็นพวกวัตถุปนเปื้อน ซึ่งรวมถึงวัตถุไวไฟ วัตถุที่สามารถระเบิดได้ วัตถุที่ทำให้เกิดโรค กัมมันตรังสี วัตถุที่กัดกร่อน วัตถุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วัตถุที่ทำให้เกิดการระคายเคือง วัตถุที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรืออาจเป็นอันตรายต่อคน สัตว์ หรือพืช เช่น แบตเตอรี สารเคมี โทรศัพท์มือถือ กระป๋องบรรจุสารเคมี อ่านบทความพิเศษเกี่ยวกับการทิ้งขยะหรือแยกขยะที่ถูกวิธีได้ที่นี่ https://bit.ly/MAYHowto

นอกจากเรียนรู้การ “ทิ้ง” ที่ถูกวิธี การแยกขยะที่ถูกต้อง เราเองก็สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ตั้งแต่ตอนสั่งอาหารด้วยนะ

1.สั่งพอดีกิน
สั่งอาหารให้พอดีกิน ต้องการกิน 1 มื้อ สั่งแค่ 1-2 อย่างก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และพยายามกินให้หมด เพื่อลดขยะจากเศษอาหาร

2.ไม่รับอุปกรณ์บางอย่าง
กดไม่รับช้อนส้อมพลาสติก/ไม่รับหลอด ลดขยะพลาสติกประเภท single-use plastic

3.เลือกบริการที่ใช้บรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติ
ลองเลือกร้านอาหารที่ใช้บรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติและย่อยสลายได้ง่าย หรือผูกปิ่นโตร้านประจำ เพื่อลดขยะพลาสติก

เพียงเท่านี้ เราก็ยังสามารถสั่งอาหารจากร้านที่ใช่ แล้วยังได้รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

อ้างอิงข้อมูล :

https://on.nrdc.org/2ycc901
https://bit.ly/3fdSj52
https://bit.ly/2Yqhhbx
https://bit.ly/3b7w5i3
https://bit.ly/35FRr4U