Warning: You are using an outdated Browser, Please switch to a more modern browser such as Chrome, Firefox or Microsoft Edge.

พิษโควิด x ระบบเศรษฐกิจ

EP 2: WAVE 2 ที่ต้องตระหนัก
พิษโควิด, ระบบเศรษฐกิจ, โควิด-19 รอบ 2
ประเทศต่างๆ ที่เคยมียอดผู้ติดเชื้อรั้งท้ายกลายเป็นติด Top 5 ยอดติดเชื้อสูงสุดไปแล้ว เช่น บราซิล ยอดผู้ติดเชื้อพุ่งแซงหน้าอิตาลีและสเปนมาสู่อันดับ 2 โดยมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่งถึง 30,000 รายในรอบ 24 ชั่วโมง ส่วนรัสเซียยอดผู้ติดเชื้อขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ถ้าใครติดตามสถานการณ์เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัสเซียยังมียอดรั้งท้าย รวมถึงอินเดียที่ล่าสุดมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นถึง 10,000 รายในวันเดียว เราจะเห็นได้ว่าแม้ว่าประเทศเหล่านั้นจะปิดล็อค แต่ก็ยังไม่การแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถวางใจหรือประมาทได้แม้แต่วันเดียว อีกทั้งประเทศที่สถานการณ์คลี่คลายลงก็กลับพบผู้ติดเชื้อซ้ำ เหตุการณ์จราจลในฮ่องกงที่เพิ่งเกิดขึ้น ผู้คนออกโรงปะทะรัฐบาลต่อเนื่องหลังจากโควิด-19 ในประเทศคลายตัว ตามมาด้วยเหตุจราจลในสหรัฐฯ ที่เกิดจากเหตุการณ์สะเทือนใจทำให้ผู้คนพร้อมออกโรงประท้วงและก่อจราจลจนลืมที่จะป้องกันตัวเองและก่อเหตุจนลุกลามแบบลืมตาย สถานการณ์เหล่านี้ ทำให้ประชาชนในอีกหลายประเทศที่ค่อยๆ ผ่อนคลายจากความเครียดกับการปลดล็อคในบ้านเมืองตัวเองก็กลับมาตื่นตัวอีกครั้งอย่างเห็นได้ชัด และรณรงค์แนวทางสร้างความปลอดภัยในสังคมอย่างต่อเนื่อง เพราะเราไม่อยากเจอสถานการณ์แพร่ระบาดซ้ำสอง เพราะเรารู้แล้วว่าหากมีใครสักคนติดเชื้อขึ้นมา จะไม่ได้ส่งผลกระทบแค่คนๆ นั้นคนเดียว ลองชมคลิป "Unfortunate Stories: เรื่องที่คนเคยติดเชื้ออยากบอก" ที่เราได้ทำการสัมภาษณ์ผู้เคยติดเชื้อหลายๆ ท่าน จากที่เคยคิดว่าผู้ที่ติดเชื้อนั้นแย่แล้ว ยังมีคนที่เจอผลกระทบมากกว่าแค่ไหน จากโรคโควิดตัวนี้
เรื่องที่คนเคยติดเชื้อโควิดอยากบอก
ใครที่ได้ชมวีดีโอนี้ คงสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แอบซ่อนภายในใจมากกว่าแค่ความเจ็บที่ร่างกาย เราพบว่า "โรค" สร้างความรู้สึก "กลัว" ให้กับผู้คน แม้เราจะรู้เหตุผลของการติดโรค รู้ว่ามีโอกาสรักษาหาย แต่บางอย่างกลับทำให้รู้สึกกลัวที่จนกลายเป็นความ "รังเกียจ" และเกิดการ "บูลลี่" ที่ปนเปื้อนแฝงตัวมากับโรคนี้ และลุกลามไปถึงความรู้สึกต่อเพื่อนฝูงของผู้ติดเชื้อ ครอบครัวของผู้ติดเชื้อ อาจเป็นเพราะเรากลัวที่จะไปอยู่จุดนั้น เราไม่อยากอยู่จุดนั้น นอกจากการกล่าวโทษ การหันมาใส่ใจและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อการเอาตัวรอดให้ได้มากที่สุดจึงกลายเป็นวิถีใหม่ที่เราปรับพฤติกรรมเพื่ออย่างน้อยดูแลสุขภาพของเราให้แข็งแรงที่สุดก่อน

การรับมือ 

เมื่อวิกฤตมันมาถึงจุดหนึ่ง พฤติกรรมต่างๆ ที่เราปรับเพื่อรักษาความปลอดภัยก็กลายเป็นวิถีปกติใหม่แห่งการใช้ชีวิต เป็น New Normal ที่ทั่วโลกยอมรับ มีการวิจัยในต่างประเทศถึงการตั้งรับสถานการณ์แพร่ระบาดระลอกสอง ซึ่งในประเทศไทยเองก็นำมาปรับใช้ เนื่องจากช่วงนี้หลายๆ สถานบริการ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวสาธารณะได้เปิดให้บริการแล้ว คือการใช้แนวทางการปรับตัวของ 3 ภาคส่วนตั้งแต่ระดับเอกภาคและมหภาค ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อมูลด้านสาธารณสุข คมนาคม เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงการสื่อสาร และการตรวจสอบโดยมีเทคโนโลยีมาช่วยเหลือแทบทั้งสื้น คำว่าดิจิตอล 4.0 ถูกนำมาใช้จริงในทุกสังคมเมื่อเกิดวิกฤต ดังนั้น เราควรใช้โอกาสนี้ในการพัฒนาจากการสูญเสียให้เราสูญเสียน้อยลงหรือไม่เลย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่วิถีปฏิบัติเพื่อการตั้งรับแค่ Covid-19 แต่ยังรวมถึงไวรัสใหม่ๆ อีกหลายล้านชนิดที่คอยจังหวะโจมตีหากเรายังอยู่ในวิถีเดิม ขณะนี้ ไม่ได้มีการบอกว่า "อย่าทำ" เพราะทุกคนรู้ว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร เพื่อเลี่ยงและลดการติดเชื้อหรือแพร่เชื้อ แต่สิ่งที่จะช่วยได้คือ "ไม่ประมาท" และพฤติกรรมปกติใหม่เหล่านี้ จะเป็นตัวสร้างความเชื่อมั่นให้เราผ่านไปด้วยกัน 

1. วิถีปกติใหม่ภาคบุคคลและครอบครัว 

  • ประเมินความจำเป็นของการออกจากบ้าน การทำงาน การสังสรรค์ การซื้อของที่จำเป็น 
  • การประเมินรายจ่ายส่วนตัวและในบ้าน การปลดหนี้ หรือสร้างหนี้ใหม่ที่คิดอย่างรอบคอบมากขึ้น 
  • การเลือกซื้อของในช่วงที่เหมาะสมหรือเฉพาะสิ่งที่ต้องการ
  • การออกจากบ้านพร้อมอุปกรณ์ลดการติดหรือแพร่เชื้อจนเป็นนิสัย อย่างหน้ากากอนามัยและเจลฆ่าเชื้อ 
  • เมื่ออยู่ร่วมกับคนหมู่มาก เรารักษาระยะห่างอย่างอัตโนมัติจากสิ่งที่เราเรียนรู้ที่ผ่านมา
  • เริ่มคัดกรองตัวเองทุกคน เราเริ่มสังเกตอาการตัวเองและคนในครอบครัว แม้แค่เสียงไอ ก็ทำให้เราหันไปสังเกตว่าเกิดจากอะไร                                                                                                                

2. วิถีปกติใหม่ภาคเอกชน 

แนวทาง Physical Distancing ยังถูกนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงภาครัฐวิสาหกิจและเอกชนที่นำเทคโนโลยีและข้อมูลสุขภาพมาใช้งานร่วมกันอย่างแท้จริง

  • ระบบแทรคกิ้ง กลายเป็นเทคโนโลยีที่ถูกใช้อย่างแพร่หลาย สถานที่ต่างๆ ที่เปิดให้บริการใช้เทคโนโลยีติดตามการเข้าใช้บริการทั้งขาเข้าและขาออก เพื่อให้สามารถติดตามผลได้ง่ายขึ้นหากมีใครสักคนติดเชื้อ สถานบริการบางแห่งทำเป็นแอปพลิเคชันในการติดต่อใช้บริการของตนเอง  
  • ระบบตรวจจับความปลอดภัย นอกจากจะมีเจ้าหน้าที่คอยวัดอุณหภูมิ หลายๆ แห่งยังใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย อาทิ พรมจับอุณหภูมิ เครื่องวัดอุณหภูมิด้วยระบบเซนเซอร์ ระบบฉีดยาฆ่าเชื้อ 
  • ระบบเซนเซอร์ ห้างสรรพสินค้าบางแห่งใช้ระบบเซนเซอร์คอยตรวจจับระยะห่างขณะขึ้นลงบันไดเลื่อน มีบุคลากรคอยควบคุมการใช้งานในลิฟท์ ห้างร้านต่างๆ มีการจำกัดคนเข้าใช้งานผ่านระบบตรวจเช็คออนไลน์ 
  • ระบบ Conference Call/ Webinar การประชุมหรือสัมนาผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายตั้งแต่ช่วงประกาศ Work From Home และมีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจเทคโนโลยีและผู้สร้างสรรค์พัฒนาระบบเหล่านี้กลับมาบูมอีกครั้ง
  • ระบบการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต ถูกใช้มากที่สุดในช่วงเกิดเหตุการณ์ระบาด อาทิ อีเมล์ โซเชียลเน็ตเวิร์ต เช่น ไลน์กลุ่ม 
  • ระบบจอง/ซื้อออนไลน์ กลายเป็นพฤติกรรมปกติใหม่ของการซื้อสินค้า แม้ผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิตก็สามารถเรียกเก็บเงินปลายทาง ทำให้เกิดการใช้งานในทุกเพศทุกวัยมากขึ้น โดยเฉพาะการสั่งอาหาร 
  • ระบบ Telemedicine ถูกใช้บริการสูงขึ้นในช่วงสถานการณ์โควิด เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ลดความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายในการไปโรงพยาบาล 
  • ระบบการสื่อสารที่ฉับไว หน่วยงานข่าวต่างๆ สร้างสรรค์ช่องทางในการตรวจสอบข้อมูลที่แม่นยำแบบเรียลไทม์ การนำเสนอข่าวสารที่เข้าใจง่ายด้วย Digital Graphic 
  • ระบบอำนวยความสะดวกอื่นๆ อาทิ โปรแกรมหุ่นยนต์เพื่อทำหน้าที่ในโรงพยาบาลในการเสิร์ฟอาหารให้ผู้ป่วย อย่างในประเทศอินเดีย 
  • ระบบนัดหมายออนไลน์ กิจการต่างๆ สร้างสรรค์แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้สามารถจองนัดเพื่อตรวจสอบและสามารถแทรคผู้ใช้งานได้

3. วิถีปกติใหม่ของภาครัฐ 

ยังมีส่วนผสมผสานของการใช้เทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความปลอดภัย กับการเพิ่มกำลังคนและนโยบายลดค่าใช้จ่ายในช่วงนี้

  • ระบบคัดกรองและติดตามกลุ่มเสี่ยงที่ภาครัฐจัดสรรผ่านแอปพลิเคชัน
  • แพลตฟอร์มการลงทะเบียนเพื่อช่วยเหลือสภาพเศรษฐกิจระดับประชาชน
  • การแถลงการณ์แบบไลฟ์สดบนโซเชียลเพื่อให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการอัพเดทข้อมูลผ่านช่องทางโซเชียลต่างๆ นอกจากรายการข่าวทางโทรทัศน์
  • การจัดถังขยะเฉพาะสำหรับการทิ้งหน้ากาก 
  • การผลิตหน้ากากผ้าให้ประชาชน
  • การลงพื้นที่ตรวจสอบสม่ำเสมอ 
  • บริการสาธารณสุขเพื่อการตรวจคัดกรองโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
  • การคำนึงถึงภาระค่าใช้จ่ายในประเทศ เช่น การลดค่าไฟ การคืนมิเตอร์น้ำ 

ประเทศอื่นเขารับมือกันอย่างไร 

หลายๆ ประเทศมีนโยบายผ่อนปรน แต่ยังมีระเบียบการใช้ชีวิตในสังคมที่มีทั้งแบบข้อบังคับและไม่บังคับในรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากเดิม

1. Psychology Shift

จิตวิทยาแห่งการอยู่รอด สะท้อนการใช้ชีวิตปกติใหม่

  • อิตาลี แม้จะถูกเก็บตัวนานกว่า 2 เดือน แต่เมื่อประเทศปลดล็อคแบบผ่อนปรน พบว่าคนเริ่มมีพฤติกรรมอยากอยู่บ้าน เพราะที่นั่นคือ Comfort Zone เกิดการคิดก่อนนัด กิจกรรมสังสรรค์ทางสังคมและครอบครัวลดลง 

2. Physically Shift

สังคมเชื่อใจ เจอได้ แต่อย่าใกล้กัน

  • ยุโรปปรับพฤติกรรมการทักทายจากการจับมือ กอด จูบ โดยไม่สัมผัสกัน เช่น อิตาลี ประชาชนในประเทศมีการรณรงค์การทักทาย และให้แง่คิดว่า ถ้าเราไม่ได้จูบแก้มทักกัน ไม่ใช่ว่าเราสนิทกันหรือรักกันน้อยลง 
  • กฎแห่งการรักษาระยะห่าง หลายๆ ประเทศในยุโรป เช่น เยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ ออสเตรีย เปิดบริการร้านอาหารอีกครั้ง แต่ทุกคนรักษาระยะห่างอย่างน้อย 1.5 เมตร 
  • เปิดเส้นทางการเดินทางในประเทศหรือข้ามเขตแดน แบบรักษาระยะห่างและการสวมหน้ากากถือเป็นกฎใหม่  

3. Social Law - Social Rule Shift

สุขภาพและกฎหมายกลายเป็นเรื่องสำคัญ

  • ฝรั่งเศส ปลดล็อค ประชาชนออกมาแฮงค์เอาท์ได้ แต่ถ้ามีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจโดนจับได้ง่ายๆ ส่วนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่กว่า 40,000 ตารางเมตรยังคงไม่ได้รับการอนุมัติให้เปิดให้บริการ 
  • เกาหลีใต้กลับมาตั้งจุดตรวจอีกครั้งจากการปลดล็อคก่อนหน้าจนเกิดผู้ติดเชื้อรายใหม่ในอิแทวอน
  • จีนเข้มงวดกับการใส่หน้ากากออกจากบ้าน หลังมีรายงานผู้ป่วยเพิ่ม 
  • สิงคโปร์ และบางรัฐของสหรัฐฯ มีข้อกำหนดในการใส่หน้ากากชัดเจนหากออกจากบ้าน หากละเมิดจะมีโทษปรับหรือจับ

ความคืบหน้าของวัคซีน

หลายๆ ประเทศที่กำลังทำการวิจัยและมีการทดสองกับทั้งสัตว์ทดลองและมนุษย์ ยังคงศึกษาอย่างต่อเนื่องแข่งกับเวลา 

  • จีน อเมริกา แคนาดา เยอรมนี อังกฤษ - เริ่มทดสอบวัคซีนในมนุษย์แล้วเมื่อช่วงเวลาที่ผ่านมา และยังไม่พบวัคซีนตัวใดที่เหมาะกับการป้องกันโควิด-19 
  • ไทย - สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้เผยว่า วัคซีนต้นแบบด้วยฝีมือนักวิจัยไทยอาจมีโอกาสได้นำไปใช้กับอาสาสมัครได้ราวปลายปี 2563 โดยความร่วมมือของนักวิจัยภาครัฐและเอกชน อาทิ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะเภสัขศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไบโอเทค สวทช. บริษัทไบโอเนท - เอเชีย จำกัด ในการพัฒนาวิจัยวัคซีนต้นแบบในหลายรูปแบบ

นอกจากนี้ ล่าสุดมีประเด็นโต้แย้งกันในกลุ่มประเทศผู้วิจัยว่าใครควรจะได้ใช้ก่อน ซึ่งมีทั้งการวิเคราะห์ตามหลักศีลธรรมและหลักการทางธุรกิจ แต่เนื่องจากเรื่องนี้ถือเป็นการประเมืนด้านสิทธิมนุษยธรรมที่ไม่ควรมีใครได้สิทธิการใช้ก่อนใคร หากผลวิจัยสำเร็จ การตัดสินใจควรมีข้อตกลงในระดับนานาชาติว่าผู้ใดจะมีอำนาจหน้าที่ในการผลิตบ้างหากวิจัยสำเร็จ

ทั้งนี้ การวิจัยอาจใช้เวลานาน 12-18 เดือน สิ่งที่จะเป็นวัคซีนให้เราได้คือภูมิคุ้มกันในตัวเราเอง ซึ่งก็คือ "ความไม่ประมาท" นั่นเอง

#AllianzAyudhya #อลิอันซ์อยุธยา #ดูแลสุขภาพตัวเองเพื่อคนอื่น #AllianzForLife #StrongerTogether #HealthyLiving

อ้างอิง:  

https://bit.ly/2MEDz24

https://cnb.cx/3h8vLE2

https://bit.ly/3dINoIl

https://bit.ly/2MHfDLm

https://bit.ly/2Yd7N1G

https://bit.ly/2BKsIl9

https://bit.ly/2MEwiiN